ปัสสาวะแสบขัดมาหลายวันแต่ไม่ได้สนใจ อยู่ดีๆ วันหนึ่งกลับมีไข้สูง หนาวสั่นไปทั้งตัว และปวดเอวข้างเดียวจนแทบแตะไม่ได้ อาการแบบนี้สิ่งแรกที่แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะนึกถึงคือกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน โรคนี้ต่างจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบทั่วไป ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำมากๆ แล้วจะหายเองได้ แต่มักต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
กรวยไตอักเสบเฉียบพลันคืออะไร?
กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน (Acute Pyelonephritis) คือภาวะที่แบคทีเรียลุกลามขึ้นไปถึงไต ทำให้เนื้อไตและกรวยไตซึ่งทำหน้าที่รวบรวมปัสสาวะเกิดการอักเสบ จัดเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบนที่พบบ่อยที่สุด ส่วนใหญ่มักเกิดเพียงข้างเดียว แต่บางครั้งอาจเกิดพร้อมกันทั้งสองข้างได้
เข้าใจง่ายๆ คือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบเป็นการติดเชื้อที่หยุดอยู่แค่กระเพาะปัสสาวะ แต่กรวยไตอักเสบคือแบคทีเรียลุกลามย้อนขึ้นไปจนถึงไต ยิ่งตำแหน่งที่ติดเชื้ออยู่สูงขึ้นเท่าไร ร่างกายก็มักแสดงอาการรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
อาการที่พบบ่อย: มีไข้ หนาวสั่น ปวดเอวข้างเดียว
ลักษณะอาการที่พบบ่อยมี 3 อย่าง ได้แก่:
- มีไข้ หนาวสั่น มักหนาวจนตัวสั่น
- ปวดเอวข้างเดียวหรือสองข้าง เมื่อเคาะเบาๆ บริเวณหลังใต้ชายโครงจะรู้สึกเจ็บมาก (costovertebral angle tenderness)
- ตรวจปัสสาวะพบภาวะปัสสาวะเป็นหนองและมีแบคทีเรีย
หลายคนอาจมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบนำมาก่อนหรือเกิดร่วมกัน เช่น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะรีบ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็น บางคนอาจมาด้วยอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียนเป็นหลัก ทำให้ช่วงแรกเข้าใจผิดว่าเป็นกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ
ข้อควรระวังคือ ในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อาจไม่มีไข้สูงชัดเจน มีเพียงอาการซึมลง อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหาร จึงทำให้ถูกมองข้ามได้ง่าย
แบคทีเรียขึ้นไปถึงไตได้อย่างไร?

เส้นทางที่พบบ่อยที่สุดคือการลุกลามย้อนขึ้นไป โดยแบคทีเรียเข้าทางท่อปัสสาวะไปที่กระเพาะปัสสาวะ แล้วไต่ขึ้นไปตามท่อไตจนเกิดการติดเชื้อที่ไต ส่วนการแพร่กระจายผ่านทางกระแสเลือดหรือระบบน้ำเหลืองนั้นพบได้น้อยกว่า
เชื้อก่อโรคส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรียในลำไส้ ที่พบบ่อยที่สุดคือเชื้ออีโคไล (E. coli) เชื้อบางสายพันธุ์สามารถเกาะติดกับเยื่อบุทางเดินปัสสาวะได้ดีเป็นพิเศษ และสภาพร่างกายของบางคนก็เอื้อต่อการเกาะติดของเชื้อกลุ่มนี้ จึงทำให้บางคนเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ง่าย
ผู้หญิงมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้นกว่าและรูเปิดท่อปัสสาวะอยู่ใกล้ทวารหนัก นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์ยังอาจนำพาแบคทีเรียเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้เช่นกัน
ใครบ้างที่เสี่ยงจะมีอาการรุนแรง?
ภาวะต่อไปนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น และรักษายากขึ้น:
- ทางเดินปัสสาวะอุดกั้นหรือมีโครงสร้างผิดปกติ เช่น นิ่ว ภาวะไตบวมน้ำ ต่อมลูกหมากโต
- ภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะสู่ท่อไต (ปัสสาวะไหลย้อนกลับขึ้นไปที่ไต พบบ่อยในเด็ก)
- โรคเบาหวาน หรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี
- ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น กำลังรับยาเคมีบำบัด หรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- ตั้งครรภ์
- คาสายสวนปัสสาวะเป็นเวลานาน
ผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ แม้ได้รับเชื้อแบคทีเรียที่ไม่รุนแรงก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
ต้องตรวจอะไรบ้าง?
- การตรวจปัสสาวะ: ดูว่ามีเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือแบคทีเรียหรือไม่
- การเพาะเชื้อจากปัสสาวะ: เพื่อระบุว่าเป็นแบคทีเรียชนิดใด และยาปฏิชีวนะชนิดใดที่ได้ผล ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะเชื้อแบคทีเรียที่มีการดื้อยาปฏิชีวนะพบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
- การตรวจเลือด: ดูค่าเม็ดเลือดขาว ค่าการอักเสบ และการทำงานของไต หากมีไข้สูงมากจะทำการเพาะเชื้อจากเลือดเพิ่มเติม
- การอัลตราซาวนด์ไต: เป็นการตรวจทางรังสีวิทยาที่ใช้บ่อยที่สุด เพื่อดูว่ามีการอุดกั้น นิ่ว หรือภาวะไตบวมน้ำหรือไม่
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT): ไม่จำเป็นต้องทำทุกคน จะพิจารณาทำเมื่อมีอาการรุนแรงมาก หลังได้รับการรักษาแล้วยังไข้ไม่ลด หรือสงสัยว่ามีฝีในไตหรือการอุดกั้น
- การตรวจภาพรังสีกระเพาะปัสสาวะขณะปัสสาวะ: ใช้ดูว่ามีภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะสู่ท่อไตหรือไม่ โดยมักรอให้ควบคุมการติดเชื้อได้ก่อนจึงค่อยตรวจ และมักพิจารณาทำในเด็กที่มีการติดเชื้อซ้ำๆ
การรักษา: ทำไมถึงมักต้องนอนโรงพยาบาล?
หัวใจสำคัญของการรักษาคือการใช้ยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการดื่มน้ำทดแทน และให้ยาลดไข้บรรเทาปวด
ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง รับประทานอาหารได้ และไม่มีปัจจัยเสี่ยงสูงอื่นๆ แพทย์อาจให้รับประทานยาเพื่อรักษาตัวที่บ้านและนัดติดตามอาการตามกำหนด แต่ผู้ที่มีไข้สูงมาก อาเจียนตลอด ขาดน้ำ หรือมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ตั้งครรภ์ หรือมีการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ มักแนะนำให้นอนโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือและยาทางหลอดเลือดดำ รอจนกว่าไข้จะลดและอาการคงที่จึงเปลี่ยนเป็นยารับประทาน
ต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด การหยุดยาเองเมื่อไข้ลดเป็นสาเหตุของการกลับมาเป็นซ้ำที่พบบ่อยมาก หากตรวจพบว่ามีนิ่วหรือการอุดกั้น การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ ต้องแก้ไขการอุดกั้นก่อน เช่น การใส่สายระบายหรือการรักษานิ่ว จึงจะควบคุมการติดเชื้อได้
หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะหายดีและไม่ทิ้งปัญหาเรื่องการทำงานของไต
ความเสี่ยงของการปล่อยไว้ไม่รักษา: กรวยไตอักเสบชนิดมีแก๊ส ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
หากไม่ได้รับการรักษา รักษาไม่ครบ หรือมีการอุดกั้นที่ไม่ได้รับการแก้ไข การติดเชื้ออาจรุนแรงขึ้นจนเกิดหนองกลายเป็นฝีในไต และผู้ป่วยเบาหวานอาจเกิดภาวะกรวยไตอักเสบชนิดมีแก๊ส (มีแก๊สเกิดขึ้นภายในเนื้อไต) หากแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งหากรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อมีไข้ร่วมกับปวดเอว จึงไม่แนะนำให้รอดูอาการอยู่ที่บ้าน
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?

- มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดเอวหรือมีอาการผิดปกติเวลาปัสสาวะ
- อาเจียนหนักจนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
- ระดับความรู้สึกตัวลดลง หอบเหนื่อย ความดันโลหิตต่ำ มือเท้าเย็น
- มีอาการดังกล่าวในขณะตั้งครรภ์
- ไข้ไม่ยอมลดหลังจากได้รับการรักษาแล้ว
- มีโรคเบาหวาน นิ่วในไต มีไตข้างเดียว หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
จะป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร?
สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาสาเหตุ หากมีนิ่ว การอุดกั้น หรือภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะสู่ท่อไต ต้องรักษาให้เรียบร้อยจึงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก สิ่งที่ทำได้ในชีวิตประจำวันคือ:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่กลั้นปัสสาวะ
- ผู้หญิงหลังเข้าห้องน้ำควรเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง
- ปัสสาวะหลังมีเพศสัมพันธ์
- ผู้ป่วยเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี
- เมื่อมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบควรรีบพบแพทย์ อย่าปล่อยทิ้งไว้
สำหรับผู้ที่ติดเชื้อซ้ำบ่อยๆ แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการใช้ยาเพื่อป้องกัน ซึ่งความจำเป็นและวิธีการใช้ยาจะต้องประเมินตามสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ
กรวยไตอักเสบเฉียบพลันอาจฟังดูน่ากลัว แต่หากได้รับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ส่วนใหญ่มักรักษาให้หายขาดได้ สิ่งที่น่ากังวลมีสองกรณี คือ การเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดหรือลำไส้อักเสบแล้วปล่อยทิ้งไว้ และการหยุดยาเองเมื่อไข้ลดลง นอกจากนี้ หากเกิดซ้ำหลายครั้งในคนเดิม มักมีสาเหตุแฝงอยู่ จึงควรเข้ารับการตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน FAQ
ทั้งสองโรคเป็นการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ตำแหน่ง กระเพาะปัสสาวะอักเสบมักมีเพียงอาการปัสสาวะบ่อยและปวดแสบขณะปัสสาวะ โดยไม่ค่อยมีไข้สูง ส่วนกรวยไตอักเสบเป็นการติดเชื้อที่ลุกลามไปถึงไต มักมีไข้ หนาวสั่น และปวดเอวร่วมด้วย ซึ่งมีความรุนแรงกว่าและต้องรีบไปพบแพทย์
ไม่เสมอไป ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ และไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น อาจรักษาที่บ้านด้วยยารับประทานได้ ส่วนผู้ที่มีไข้สูงไม่ลด อาเจียนจนขาดน้ำ ตั้งครรภ์ เป็นเบาหวาน หรือมีภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น มักได้รับคำแนะนำให้นอนโรงพยาบาล
ไม่แนะนำ การที่ไข้ลดลงแสดงว่าการติดเชื้อเริ่มควบคุมได้แล้ว แต่เชื้อแบคทีเรียอาจยังไม่ถูกกำจัดจนหมด การหยุดยาเองทำให้โรคกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย และอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะ จึงควรรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง
ไม่เสมอไป สาเหตุของอาการปวดเอวที่พบบ่อยกว่าคือปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก หรืออาจเป็นนิ่วในไต แต่หากมีอาการปวดเอวร่วมกับมีไข้ หนาวสั่น หรือปัสสาวะผิดปกติ ควรนึกถึงกรวยไตอักเสบและรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่เกิดปัญหาเรื่องการทำงานของไตตามมา สิ่งที่น่ากังวลคือการติดเชื้อซ้ำๆ การรักษาล่าช้า หรือการมีภาวะอุดกั้นและภาวะไหลย้อนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ นิ่ว ภาวะทางเดินปัสสาวะอุดกั้น ภาวะปัสสาวะไหลย้อนจากกระเพาะปัสสาวะสู่ท่อไต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี หรือพฤติกรรมชอบกลั้นปัสสาวะ ผู้ที่เป็นซ้ำบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจอย่างละเอียดและหาสาเหตุที่แท้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากสาเหตุอะไร?
- ปวดเอวเกิดจากอะไร? ปวดสีข้างใช่นิ่วในไตหรือไม่?
- อาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะมีอะไรบ้าง?
- ภาวะไตบวมน้ำเกิดจากสาเหตุอะไร?
- ปัสสาวะแสบขัดเกิดจากสาเหตุอะไร?
แหล่งอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์
บทความนี้เป็นข้อมูลให้ความรู้ด้านสุขภาพทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติโปรดพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน
