ปวดหลังเป็นอาการที่พบบ่อยมากในห้องตรวจ บางคนปวดเมื่อยหลังหลังจากนั่งนานหรือยกของหนัก บางคนกลับปวดสีข้างรุนแรงขึ้นมากะทันหันกลางดึกจนเหงื่อแตก ทางการแพทย์มักเรียกอาการปวดที่ร่างกายด้านใดด้านหนึ่ง ระหว่างช่องท้องส่วนบนกับหลังว่า ปวดสีข้าง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไตอยู่พอดี
เนื่องจากบริเวณนี้มีทั้งกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง ไต และทางเดินอาหาร อาการปวดหลังจึงไม่จำเป็นต้องเกิดจากไต ตำแหน่งและลักษณะของอาการปวด ปวดเป็นพัก ๆ หรือไม่ และมีไข้ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือรู้สึกไม่สบายขณะปัสสาวะหรือไม่ ล้วนเป็นเบาะแสสำคัญในการแยกสาเหตุ
บทความนี้สรุปสาเหตุที่พบบ่อยของอาการปวดหลังและปวดสีข้าง วิธีแยกเบื้องต้นว่าเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะหรือไม่ การตรวจที่อาจได้รับ และสถานการณ์ที่ควรรีบพบแพทย์
ประเด็นสำคัญ: ปวดหลังพบได้บ่อย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อตึงหรือท่าทาง แต่หากปวดเฉพาะสีข้างด้านเดียว ปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ และร้าวลงท้องน้อยหรือขาหนีบ อาจเป็นนิ่วในไต หากมีไข้ หนาวสั่น และแสบขณะปัสสาวะร่วมด้วย ต้องนึกถึงไตติดเชื้อ หากปวดหลังร่วมกับไข้สูง ปัสสาวะเป็นเลือด กินหรือดื่มไม่ได้ ขาอ่อนแรงหรือชา หรือกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์หรือไปห้องฉุกเฉิน (โทร 119 ในไต้หวัน)
ปวดหลังกับปวดสีข้างต่างกันอย่างไร
ปวดหลังที่พูดถึงกันทั่วไป มักหมายถึงอาการปวดเมื่อยตรงกลางหรือสองข้างของหลังส่วนล่าง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เอ็น หมอนรองกระดูก หรือท่าทาง และมักแย่ลงเมื่อขยับ ก้มตัว หรือนั่งนาน
ปวดสีข้างคืออาการปวดที่ร่างกายด้านเดียว ระหว่างขอบล่างของซี่โครงถึงเอว ค่อนไปทางด้านข้างและด้านหลัง ความปวดตำแหน่งนี้มีโอกาสเกี่ยวกับไตมากกว่า เช่น นิ่วในไตหรือไตติดเชื้อ แต่ก็อาจมาจากกล้ามเนื้อ กระดูก หรืออวัยวะอื่นได้
ปวดหลังแปลว่าไตไม่ดีใช่ไหม
ไม่จำเป็น ปวดหลังส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูก ไม่ใช่โรคไต อาการปวดที่เกี่ยวกับไตมักมีเบาะแสอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดบิดด้านเดียว ไข้และหนาวสั่น ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออาการทางปัสสาวะ หากแยกไม่ได้ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินแทนการตัดสินเอง
ปวดหลังมีสาเหตุที่พบบ่อยอะไรบ้าง

ในด้านระบบทางเดินปัสสาวะ อาการปวดจากนิ่วในไตหรือนิ่วในท่อไตมักเริ่มที่เอวหรือสีข้างด้านเดียว อาจร้าวไปขาหนีบ ต้นขาด้านใน หรืออัณฑะ ปวดเป็นพัก ๆ เมื่อรุนแรงจะนั่งนอนไม่ติด และมักมีคลื่นไส้อาเจียน หรือปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย
ไตติดเชื้อ (กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน) มักปวดสีข้างหรือหลังใต้ซี่โครง ร่วมกับไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ และปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย หรือปัสสาวะสีเข้มขุ่น หากไตติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาจรุนแรงขึ้นได้ จึงต้องรีบพบแพทย์
โรคไตที่พบน้อยกว่า เช่น ฝีในไต ก็ทำให้ปวดสีข้างได้ นอกจากนี้ กล้ามเนื้ออักเสบจากการยืด ปัญหาหมอนรองกระดูกหรือกระดูกสันหลัง และโรคบางอย่างของทางเดินอาหารหรือถุงน้ำดีก็ทำให้ปวดหลังได้ แพทย์จะพิจารณาแยกโรคเหล่านี้ร่วมด้วยเมื่อจำเป็น
ปวดจากนิ่วกับไตติดเชื้อแยกกันอย่างไร
ปวดจากนิ่วมักปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ ด้านเดียว เปลี่ยนท่าไหนก็ไม่สบาย และอาจร้าวไปขาหนีบ ส่วนไตติดเชื้อมักมีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปวดสีข้างและไม่สบายขณะปัสสาวะ หากนิ่วร่วมกับการติดเชื้อ อาจมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องรีบรักษา ควรพบแพทย์ทันที
| สาเหตุที่เป็นไปได้ | อาการที่พบบ่อย | แนวทางการประเมินที่อาจได้รับ |
|---|---|---|
| นิ่วในไต นิ่วในท่อไต | ปวดสีข้างด้านเดียวรุนแรงเป็นพัก ๆ อาจร้าวไปขาหนีบ อาจมีปัสสาวะเป็นเลือดหรือคลื่นไส้ | ตรวจปัสสาวะ อัลตราซาวด์ หรือ CT scan |
| ไตติดเชื้อ (กรวยไตอักเสบเฉียบพลัน) | ปวดสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น แสบขณะปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น | ตรวจปัสสาวะ เพาะเชื้อปัสสาวะ ตรวจเลือด |
| นิ่วร่วมกับการติดเชื้อ | ปวดสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น อาจปัสสาวะน้อยลง | รีบพบแพทย์ ตรวจปัสสาวะ เลือด และภาพถ่ายทางรังสี |
| ฝีในไตและโรคไตอื่น ๆ | ปวดสีข้างต่อเนื่อง อาจมีไข้ร่วมด้วย | ตรวจเลือดและภาพถ่ายทางรังสี |
| ปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก | แย่ลงเมื่อขยับหรือก้มตัว มักไม่มีไข้หรืออาการทางปัสสาวะ | ตรวจร่างกาย ส่งต่อแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องเมื่อจำเป็น |
ปวดหลังต้องตรวจอะไรบ้าง

แพทย์จะถามตำแหน่งที่ปวด เริ่มปวดเมื่อไร ปวดตลอดหรือเป็นพัก ๆ เกี่ยวกับการขยับหรือก้มตัวหรือไม่ ลักษณะความปวด และมีไข้ ปัสสาวะเป็นเลือด คลื่นไส้อาเจียน หรืออาการทางปัสสาวะหรือไม่ จากนั้นตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพถ่ายทางรังสีเมื่อจำเป็น
การตรวจปัสสาวะและตรวจเลือด
การตรวจปัสสาวะช่วยดูว่ามีเลือดหรือสัญญาณการติดเชื้อหรือไม่ หากสงสัยการติดเชื้ออาจเพาะเชื้อปัสสาวะเพิ่ม การตรวจเลือดช่วยประเมินการทำงานของไต การทำงานของตับ และค่าการอักเสบ หากสีปัสสาวะเปลี่ยนไป ดูเพิ่มเติมได้ที่บทความสีปัสสาวะผิดปกติ
การตรวจภาพถ่ายทางรังสี
อัลตราซาวด์ช่วยดูว่าไตบวม มีน้ำคั่ง หรือมีนิ่วหรือไม่ และมักใช้กับหญิงตั้งครรภ์และเด็ก เมื่อสงสัยนิ่วในผู้ใหญ่ มักส่ง CT scan เพื่อยืนยันตำแหน่งและขนาดของนิ่ว หากสงสัยปัญหานอกระบบทางเดินปัสสาวะ แพทย์จะส่งตรวจอื่นหรือส่งต่อตามความเหมาะสม
| รายการตรวจ | จุดประสงค์หลัก | ข้อจำกัดที่อาจมี |
|---|---|---|
| ซักประวัติและตรวจร่างกาย | ประเมินแหล่งที่มาของความปวดและความเร่งด่วน | ความปวดจากสาเหตุต่างกันอาจคล้ายกัน ต้องตรวจเพิ่มประกอบ |
| ตรวจปัสสาวะ | ดูว่ามีเลือดหรือสัญญาณการติดเชื้อหรือไม่ | ผลปกติไม่จำเป็นต้องตัดปัญหาทางปัสสาวะได้ทั้งหมด |
| เพาะเชื้อปัสสาวะ | ยืนยันชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อการติดเชื้อ | ต้องรอผล |
| ตรวจเลือด | ประเมินการทำงานของไต ตับ และระดับการอักเสบ | ต้องแปลผลร่วมกับอาการและภาพถ่ายทางรังสี |
| อัลตราซาวด์ | ดูไตบวม น้ำคั่ง หรือนิ่ว | นิ่วขนาดเล็กหรืออยู่ลึกอาจมองเห็นยาก |
| CT scan | ยืนยันตำแหน่งและขนาดของนิ่ว ประเมินสาเหตุอื่นในช่องท้อง | มีการได้รับรังสี หญิงตั้งครรภ์ต้องประเมินเป็นพิเศษ |
ปวดหลังรักษาอย่างไร และดูแลตัวเองประจำวันอย่างไร
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากประเมินแล้วเป็นปัญหากล้ามเนื้อและกระดูก มักแนะนำให้ขยับร่างกายพอประมาณ และส่งต่อแพทย์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องเมื่อจำเป็น
การรักษานิ่วในไตขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว อาจรวมถึงการบรรเทาปวด ดื่มน้ำมากขึ้นเพื่อรอให้นิ่วหลุดออกเอง หรือการสลายนิ่วและการผ่าตัดส่องกล้อง ดูเพิ่มเติมได้ที่หลักการรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ และเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ดูที่ข้อควรระวังด้านอาหารสำหรับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ส่วนไตติดเชื้อต้องใช้ยาปฏิชีวนะตามการประเมินของแพทย์ และผู้ป่วยบางรายต้องนอนโรงพยาบาล

ในการดูแลประจำวัน การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยป้องกันนิ่ว และการขยับร่างกายเป็นประจำก็ดีต่อสุขภาพโดยรวม หากแพทย์ให้จำกัดน้ำเป็นพิเศษ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ
ปวดหลังกินยาแก้ปวดเองก่อนได้ไหม
เมื่อยังไม่ทราบสาเหตุ ไม่แนะนำให้กินยาแก้ปวดเองเป็นเวลานาน เพราะอาจบดบังอาการหรือทำให้การรักษาล่าช้า ผู้ที่มีโรคไต ปัญหากระเพาะอาหาร หรือกำลังตั้งครรภ์ ยิ่งควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
ปวดหลังแบบไหนควรรีบพบแพทย์
ปวดหลังส่วนใหญ่สามารถนัดตรวจที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกได้ แต่หากมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์:
ปวดหลังร่วมกับไข้สูง หนาวสั่น หรือคลื่นไส้อาเจียนจนกินดื่มไม่ได้: อาจเป็นไตติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์
ปวดสีข้างด้านเดียวรุนแรงเป็นพัก ๆ หรือร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะน้อยลงชัดเจน หรือไม่ปัสสาวะทั้งวัน
ปวดหลังร่วมกับขาอ่อนแรงหรือชา ความรู้สึกบริเวณฝีเย็บผิดปกติ หรือกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้: ไปห้องฉุกเฉินทันที (โทร 119 ในไต้หวัน)
หญิงตั้งครรภ์ที่ปวดสีข้างร่วมกับไข้หรืออาการทางปัสสาวะ
ปวดหลังโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่หายไป ปวดมากขึ้นตอนกลางคืน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ไม่จำเป็น ปวดจากนิ่วในไตมักปวดรุนแรงเป็นพัก ๆ ที่สีข้างด้านเดียว อาจร้าวไปขาหนีบและมีปัสสาวะเป็นเลือดหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย ส่วนปวดหลังส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูก จะเป็นนิ่วหรือไม่ต้องยืนยันด้วยการตรวจปัสสาวะและภาพถ่ายทางรังสี
ปวดสีข้างร่วมกับปัสสาวะเป็นเลือดอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่วหรือการติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจปัสสาวะและภาพถ่ายทางรังสี หากมีไข้ ปวดรุนแรง หรือปัสสาวะน้อยลงชัดเจนร่วมด้วย ควรพบแพทย์ทันที
ปวดหลังร่วมกับไข้ หนาวสั่น หรือไม่สบายขณะปัสสาวะ อาจเป็นไตติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ โดยอาจเริ่มที่แผนกระบบทางเดินปัสสาวะ หากไข้สูงไม่ลด กินดื่มไม่ได้ หรือซึมสับสน ควรไปห้องฉุกเฉินทันที (โทร 119 ในไต้หวัน)
ไม่จำเป็น กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดามักไม่ต้องทำ หากสงสัยนิ่ว ไตมีน้ำคั่ง หรือการติดเชื้อ แพทย์อาจส่งทำอัลตราซาวด์หรือ CT scan ส่วนจะต้องตรวจอะไรบ้าง แพทย์จะพิจารณาตามอาการ
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นพฤติกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการป้องกันนิ่ว แต่ไม่สามารถใช้แทนการประเมินและการรักษาได้ หากมีอาการปวดหลังรุนแรง มีไข้ หรือปัสสาวะเป็นเลือดแล้ว ควรพบแพทย์ก่อน ไม่ใช่พึ่งการดื่มน้ำมาก ๆ เพียงอย่างเดียว
ระหว่างตั้งครรภ์เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น หากปวดสีข้างร่วมกับไข้ หนาวสั่น หรือไม่สบายขณะปัสสาวะ อาจเป็นไตติดเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ การตรวจภาพถ่ายทางรังสีระหว่างตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ใช้อัลตราซาวด์
แหล่งอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์
- MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine): Flank pain
- NHS: Kidney stones
- NIDDK: Symptoms & Causes of Kidney Stones
- NHS: Kidney infection
- NHS: Back pain
คำแนะนำจากแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
- หากปวดหลังร่วมกับไข้สูง ปัสสาวะเป็นเลือด กินดื่มไม่ได้ ขาอ่อนแรง หรือกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์หรือไปห้องฉุกเฉิน (โทร 119 ในไต้หวัน)
- ปวดสีข้างด้านเดียวรุนแรงเป็นพัก ๆ อาจเกี่ยวข้องกับนิ่ว แนะนำให้ตรวจปัสสาวะและภาพถ่ายทางรังสีเพื่อยืนยัน
- เมื่อยังไม่ทราบสาเหตุ อย่ากินยาแก้ปวดเองเป็นเวลานาน เพื่อไม่ให้การรักษาล่าช้า
- การขยับร่างกายเป็นประจำ ใส่ใจท่าทาง และดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยในการดูแลประจำวันและป้องกันนิ่ว
ปวดหลังพบได้บ่อย ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูก แต่ก็อาจเป็นสัญญาณของนิ่วหรือไตติดเชื้อได้ การสังเกตตำแหน่งที่ปวดและอาการร่วม แล้วเข้ารับการประเมินแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้ตรงสาเหตุ หากมีอาการปวดสีข้างโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเป็นซ้ำ ควรให้แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะประเมินด้วยตนเอง