ขอบอกเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อน: หากปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะอย่างรุนแรงเฉียบพลัน อย่ารอ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที
เนื้อหาด้านล่างจะอธิบายสาเหตุ วิธีตรวจ และการผ่าตัด แต่ถ้าตอนนี้คุณกำลังปวดอยู่ หรือลูกหลานที่บ้านร้องปวดบริเวณขาหนีบหรือถุงอัณฑะกลางดึก อ่านถึงตรงนี้แล้วออกเดินทางไปโรงพยาบาลได้เลย ค่อยอ่านต่อระหว่างทาง
อัณฑะบิดขั้วคืออะไร?

อัณฑะแขวนอยู่ในถุงอัณฑะ โดยมีสายรั้งอัณฑะ (spermatic cord) เชื่อมอยู่ด้านบน ภายในประกอบด้วยหลอดเลือดที่มาเลี้ยงอัณฑะ เส้นประสาท และท่อนำอสุจิ ตามปกติอัณฑะจะถูกเนื้อเยื่อรอบข้างยึดไว้ จึงไม่ค่อยหมุนไปมา
แต่บางคนมีเนื้อเยื่อยึดไม่แน่นมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้อัณฑะแกว่งไปมาในถุงอัณฑะได้เหมือนลูกตุ้มในระฆัง ในทางการแพทย์เรียกว่า ความผิดปกติแบบลูกตุ้มระฆัง (bell clapper deformity) เมื่ออัณฑะหมุนรอบสายรั้งอัณฑะ สายรั้งอัณฑะก็จะบิดเกลียวเหมือนผ้าขนหนูที่ถูกบิดแน่น ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่ได้ ภาวะนี้เรียกว่า อัณฑะบิดขั้ว (Testicular torsion)
เมื่อเลือดถูกตัดขาด อัณฑะจะเริ่มขาดเลือด หากปล่อยไว้นาน อัณฑะอาจเกิดเนื้อตายและไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้
แพทย์จะแบ่งตามตำแหน่งที่เกิดการบิดขั้วออกเป็น 2 ชนิด:
- การบิดขั้วภายในเยื่อหุ้มอัณฑะ (intravaginal torsion): อัณฑะหมุนบิดอยู่ภายในเยื่อหุ้มอัณฑะ (tunica vaginalis) ชั้นนอก พบบ่อยที่สุดในวัยรุ่น และมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติแบบลูกตุ้มระฆัง
- การบิดขั้วภายนอกเยื่อหุ้มอัณฑะ (extravaginal torsion): อัณฑะและเยื่อหุ้มอัณฑะหมุนบิดไปพร้อมกันทั้งหมด ส่วนใหญ่พบในทารกแรกเกิด เนื่องจากอัณฑะที่เพิ่งเคลื่อนลงมาในถุงอัณฑะยังยึดติดไม่สมบูรณ์
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะอัณฑะบิดขั้ว?
ผู้ชายทุกวัยสามารถเกิดภาวะนี้ได้ แต่มี 2 ช่วงวัยที่พบได้บ่อยเป็นพิเศษ:
- เด็กชายวัยรุ่น: Cleveland Clinic ระบุว่าช่วงอายุ 12 ถึง 18 ปีเป็นวัยที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เนื่องจากในวัยรุ่นอัณฑะเติบโตเร็ว ปัญหาเรื่องเนื้อเยื่อยึดไม่แน่นจึงแสดงออกมาได้ง่าย
- ทารกแรกเกิดและเด็กทารก: ทารกยังบอกไม่ได้ว่าปวด มักแสดงอาการด้วยการร้องกวนไม่หยุด ไม่ยอมกินนม ถุงอัณฑะดูบวมหรือมีสีผิดปกติ
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยมีอาการอัณฑะบิดขั้วมาก่อน หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็น ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่นกัน
หลายคนเข้าใจว่าเกิดจากการออกกำลังกายหรือการกระโดด ความจริงแล้วไม่จำเป็นเสมอไป เพราะสามารถเกิดขึ้นได้แม้ขณะนอนหลับหรือนั่งอยู่ ดังนั้นกรณีที่สะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะปวดอย่างรุนแรงจึงพบได้ไม่น้อย
อาการของอัณฑะบิดขั้วมีอะไรบ้าง?
- ปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะข้างเดียวอย่างเฉียบพลันและรุนแรง มักปวดจนทนไม่ไหวภายในไม่กี่นาที
- ถุงอัณฑะบวมขึ้น ผิวหนังอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีม่วงคล้ำ
- ตำแหน่งของอัณฑะข้างที่ปวดดูอยู่สูงกว่าปกติ หรือวางตัวเอียงผิดรูป
- คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งอาการปวดอาจร้าวไปที่ท้องน้อยหรือขาหนีบ
- ปวดมากจนเดินหรือยืนได้ลำบาก
มีข้อควรระวังเป็นพิเศษคือ: ปวดอยู่พักหนึ่งแล้วหายเอง ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยแล้ว อัณฑะอาจบิดตัวแล้วหมุนกลับเองชั่วคราว และมีโอกาสบิดซ้ำอีกในครั้งหน้า กรณีนี้ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจเช็กโดยเร็ว
นอกจากนี้ วัยรุ่นมักเขินอายและบอกแค่ว่าปวดท้อง หากผู้ปกครองเห็นบุตรหลานปวดท้องร่วมกับอาเจียน ควรถามเพิ่มด้วยว่ามีอาการปวดบริเวณอัณฑะหรือไม่
แยกความแตกต่างระหว่างอัณฑะบิดขั้วกับท่อนเก็บอสุจิอักเสบได้อย่างไร?
ทั้งสองภาวะทำให้ถุงอัณฑะแดง บวม และปวดเหมือนกัน ลักษณะภายนอกคล้ายกันมากจนแม้แต่แพทย์ก็อาจแยกด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ความแตกต่างคร่าวๆ มีดังนี้ แต่ใช้ดูเป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น ห้ามใช้ตัดสินใจเองว่าจะไปหรือไม่ไปโรงพยาบาล:
| อัณฑะบิดขั้ว | ท่อนเก็บอสุจิอักเสบ (epididymitis) | |
|---|---|---|
| ลักษณะการเริ่มปวด | เฉียบพลัน รุนแรงมาก | มักค่อยๆ ปวดมากขึ้น ใช้เวลาหลายชั่วโมงถึงหลายวัน |
| ช่วงวัยที่พบบ่อย | พบบ่อยในวัยรุ่นและทารกแรกเกิด | พบบ่อยในผู้ชายวัยผู้ใหญ่ แต่อาจพบในเด็กได้เช่นกัน |
| มีไข้ ปัสสาวะแสบขัดหรือผิดปกติ | พบน้อย | พบบ่อยกว่า ตรวจปัสสาวะอาจพบการอักเสบ |
| การไหลเวียนเลือดจากอัลตราซาวด์ | ลดลงหรือแทบไม่มีเลย | มักเพิ่มขึ้น |
| การรักษา | ผ่าตัดฉุกเฉิน | ส่วนใหญ่รักษาด้วยยาและการพักผ่อน |
อีกภาวะหนึ่งที่พบบ่อยในวัยรุ่นและทำให้ปวดเฉียบพลันเช่นกันคือ ติ่งเนื้ออัณฑะบิดขั้ว (torsion of the appendix testis) ติ่งเนื้ออัณฑะเป็นเนื้อเยื่อขนาดเล็กที่หลงเหลือตั้งแต่ระยะตัวอ่อน เมื่อบิดขั้วจะมีอาการปวดมากเช่นกัน แต่มักไม่กระทบต่อตัวอัณฑะ ปัญหาคือคนทั่วไปไม่สามารถแยกแยะเองที่บ้านได้ จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ตรวจวินิจฉัยเช่นเดียวกัน
รายละเอียดเกี่ยวกับท่อนเก็บอสุจิอักเสบสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ‹ท่อนเก็บอสุจิอักเสบคืออะไร?› และสาเหตุอื่นๆ ของอาการปวดอัณฑะรวบรวมไว้ที่ ‹ปวดอัณฑะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?›
ทำไมภาวะอัณฑะบิดขั้วจึงต้องรีบรักษาทันที?
เพราะระยะเวลาที่อัณฑะขาดเลือด เป็นตัวกำหนดโดยตรงว่าจะสามารถรักษาอัณฑะไว้ได้หรือไม่
MedlinePlus ระบุว่า หากได้รับการผ่าตัดภายใน 6 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ ส่วนใหญ่มักเก็บรักษาอัณฑะไว้ได้ แต่หากเลือดไปเลี้ยงลดลงนานเกิน 6 ชั่วโมง โอกาสที่ต้องผ่าตัดเอาอัณฑะออกจะเพิ่มขึ้น ด้าน Cleveland Clinic ก็ระบุเช่นกันว่า อัณฑะที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยงจะทนอยู่ได้ประมาณ 6 ชั่วโมงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ต้องบอกตามตรงว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่เส้นแบ่งความปลอดภัยที่ตายตัว MedlinePlus เตือนว่าแม้การบิดขั้วจะผ่านไปไม่ถึง 6 ชั่วโมง อัณฑะก็ยังอาจสูญเสียการทำงานได้ ดังนั้นคำแนะนำของเราจึงเรียบง่ายมาก: ไม่ต้องมัวแต่นับเวลา ทันทีที่ปวดให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
พฤติกรรมที่มักทำให้ล่าช้า: คิดว่านอนพักดูอาการก่อน ไม่กล้าบอกคนในครอบครัว ไปต่อคิวที่คลินิกใกล้บ้าน หรือขับรถไปโรงพยาบาลเอง วิธีที่ดีกว่าคือให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนช่วยขับรถไปส่ง โดยตรงไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่มีแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะหรือศัลยแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้ ทั้งนี้ NHS ของสหราชอาณาจักรก็แนะนำไม่ให้ผู้ป่วยขับรถไปห้องฉุกเฉินด้วยตัวเอง
การวินิจฉัยภาวะอัณฑะบิดขั้วทำอย่างไร?
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะถามว่าเริ่มปวดเมื่อใด ลักษณะการปวดเป็นอย่างไร พร้อมทั้งตรวจตำแหน่งของอัณฑะ อาการบวม การกดเจ็บ และตรวจดูอาการแสดงทางร่างกาย เช่น รีเฟล็กซ์ดึงรั้งอัณฑะ (cremasteric reflex)
- อัลตราซาวด์ดอปเพลอร์ถุงอัณฑะ (scrotal Doppler ultrasound): เป็นการตรวจที่ใช้บ่อยที่สุดเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดภายในอัณฑะ หากมีการบิดขั้ว การไหลเวียนเลือดมักลดลงหรือตรวจไม่พบ แต่หากเป็นการอักเสบ การไหลเวียนเลือดมักเพิ่มขึ้น
- การตรวจปัสสาวะ: ช่วยดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ เพื่อแยกจากภาวะท่อนเก็บอสุจิอักเสบ
ข้อควรทราบคือ อัลตราซาวด์ไม่ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ Mayo Clinic ระบุว่าอัลตราซาวด์อาจตรวจไม่พบการลดลงของเลือดในทุกกรณี จึงไม่สามารถใช้อัลตราซาวด์เพียงอย่างเดียวเพื่อตัดภาวะอัณฑะบิดขั้วออกไปได้ หากแพทย์สงสัยอย่างมากจากอาการทางคลินิก อาจไม่รอผลตรวจ และจัดเตรียมการผ่าตัดสำรวจถุงอัณฑะ (scrotal exploration) ทันที นี่ไม่ใช่การรักษาที่เกินความจำเป็น แต่เป็นเพราะความเสียหายจากการรอนั้นสูงเกินไป
การรักษาภาวะอัณฑะบิดขั้วทำอย่างไร?
การผ่าตัด: หมุนคลายขั้วร่วมกับการผ่าตัดยึดตรึงอัณฑะ (orchiopexy)
ภาวะอัณฑะบิดขั้วไม่สามารถหายเองได้ การรักษาหลักคือการผ่าตัด หรือที่เรียกว่า การผ่าตัดสำรวจถุงอัณฑะ (scrotal exploration):
1. เปิดแผลขนาดเล็กบริเวณถุงอัณฑะ (หรือบางครั้งที่ขาหนีบ)
2. หมุนสายรั้งอัณฑะที่บิดอยู่ให้กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม เพื่อให้เลือดกลับมาไหลเวียน
3. สังเกตสีและการไหลเวียนเลือดของอัณฑะ เพื่อประเมินว่าสามารถเก็บรักษาไว้ได้หรือไม่
4. ใช้ไหมเย็บยึดอัณฑะเข้ากับผนังถุงอัณฑะ หรือการผ่าตัดยึดตรึงอัณฑะ (orchiopexy) เพื่อป้องกันไม่ให้บิดซ้ำ
โดยทั่วไปแพทย์จะเย็บยึดอัณฑะอีกข้างไปพร้อมกันด้วย เนื่องจากความผิดปกติแบบลูกตุ้มระฆังที่เป็นสาเหตุของการบิดขั้วมักเป็นทั้งสองข้าง อัณฑะอีกข้างจึงมีความเสี่ยงที่จะบิดขั้วในอนาคตเช่นกัน
หากอัณฑะเกิดเนื้อตายแล้ว
เมื่อขาดเลือดนานเกินไปจนอัณฑะไม่มีชีวิตแล้ว แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการผ่าตัดเอาอัณฑะออก (orchiectomy) เพื่อป้องกันการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนตามมา หลังตัดอัณฑะออกหนึ่งข้าง อัณฑะอีกข้างที่เหลือยังสามารถสร้างฮอร์โมนและคงความสามารถในการเจริญพันธุ์ไว้ได้ แต่ Cleveland Clinic ก็ระบุว่าหลังเกิดภาวะอัณฑะบิดขั้วอาจพบจำนวนอสุจิลดลงได้ ซึ่งสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อติดตามผลในภายหลังได้ ส่วนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก หากกังวลสามารถปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใส่อัณฑะเทียมได้
สามารถหมุนอัณฑะกลับด้วยตัวเองที่บ้านได้ไหม?
ห้ามทำเด็ดขาด Cleveland Clinic เตือนไว้อย่างชัดเจนว่าอย่าพยายามหมุนอัณฑะกลับด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้การบิดขั้วรุนแรงขึ้น ในห้องฉุกเฉินบางครั้งแพทย์อาจใช้วิธีการหมุนคลายขั้วอัณฑะด้วยมือ (manual detorsion) เบื้องต้น แต่แม้จะสำเร็จ โดยทั่วไปก็ยังต้องทำการผ่าตัดยึดตรึงอัณฑะตามมาอยู่ดี
หากอยู่บ้านแล้วปวดอัณฑะขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ควรทำอย่างไร?

1. ไปห้องฉุกเฉินทันที โดยเลือกโรงพยาบาลที่มีแผนกระบบทางเดินปัสสาวะหรือศัลยกรรมที่สามารถผ่าตัดฉุกเฉินได้
2. ให้คนอื่นช่วยขับรถไปส่ง หรือเรียกรถพยาบาล อย่าขับรถเอง
3. อย่าประคบร้อนหรือประคบเย็นแล้วกลับไปนอน และอย่านวดหรือบิดหมุนอัณฑะด้วยตัวเอง
4. หากเป็นเด็ก ผู้ปกครองควรจดจำเวลาคร่าวๆ ที่เด็กเริ่มปวดหรือเริ่มร้องกวน เพื่อแจ้งแพทย์เมื่อถึงโรงพยาบาล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับอัณฑะบิดขั้ว
จำเป็นต้องไป เพราะอาจเกิดจากอัณฑะบิดขั้วแล้วหมุนกลับเอง และมีโอกาสบิดซ้ำอีกในอนาคต แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจประเมินว่าจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดยึดตรึงอัณฑะเพื่อป้องกันไว้ก่อนหรือไม่
ไม่แนะนำ ภาวะอัณฑะบิดขั้วเป็นการแข่งกับเวลา ยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งรักษาอัณฑะไว้ได้ยาก แม้จะเกิดขึ้นกลางดึกก็ขอให้ตรงไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอให้คลินิกเปิด
ไม่สามารถแยกแยะได้อย่างน่าเชื่อถือ ทั้งสองภาวะมีอาการบวม แดง และปวดเหมือนกัน แม้แต่แพทย์ก็มักต้องใช้อัลตราซาวด์หรือการผ่าตัดสำรวจถุงอัณฑะเพื่อยืนยัน ดังนั้นหากมีอาการปวดรุนแรงเฉียบพลัน ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินไว้ก่อนเสมอ
ไม่ใช่ แม้จะพบบ่อยในวัยรุ่นและทารกแรกเกิด แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน สำหรับทารกที่ยังบอกไม่ได้ว่าปวด หากมีอาการร้องกวนต่อเนื่อง ถุงอัณฑะบวมหรือเปลี่ยนสี ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
หากได้รับการหมุนคลายขั้วทันเวลาและเก็บรักษาอัณฑะไว้ได้ ส่วนใหญ่จะยังคงทำงานได้ตามปกติ และแม้จะต้องตัดอัณฑะออกไปข้างหนึ่ง อัณฑะอีกข้างก็มักยังสามารถรักษาระดับฮอร์โมนและภาวะเจริญพันธุ์ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม หลังเกิดภาวะอัณฑะบิดขั้วอาจมีโอกาสที่จำนวนอสุจิจะลดลง ผู้ที่วางแผนจะมีบุตรสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจติดตามได้
ความผิดปกติแบบลูกตุ้มระฆังที่เป็นมาแต่กำเนิดไม่สามารถป้องกันล่วงหน้าได้ สิ่งที่ทำได้คือการสังเกตสัญญาณเตือน: หากปวดอัณฑะรุนแรงเฉียบพลันให้รีบไปพบแพทย์ทันที สำหรับผู้ที่เคยเกิดอาการบิดขั้วมาแล้วครั้งหนึ่ง ในระหว่างการผ่าตัดแพทย์มักจะเย็บยึดอัณฑะทั้งสองข้างเพื่อลดโอกาสเกิดซ้ำ
แหล่งอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์
- MedlinePlus (หอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา): Testicular torsion
- Cleveland Clinic: Testicular Torsion
- NHS: Testicle pain
- StatPearls (NCBI Bookshelf): Testicular Torsion
- Mayo Clinic: Testicular torsion – Diagnosis and treatment
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ปวดอัณฑะเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?
- ท่อนเก็บอสุจิอักเสบคืออะไร?
- ถุงอัณฑะบวมโตเกิดจากสาเหตุอะไร?
- ถุงน้ำอัณฑะคืออะไร?
คำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินปัสสาวะ
ภาวะอัณฑะบิดขั้วพบได้ไม่บ่อยนัก แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่ภาวะทางระบบทางเดินปัสสาวะที่รอไม่ได้จริงๆ ยอมเสียเวลาไปห้องฉุกเฉินแล้วพบว่าเป็นแค่การอักเสบ ดีกว่าเฝ้าดูอาการอยู่ที่บ้านจนไม่สามารถรักษาอัณฑะไว้ได้ บ้านไหนที่มีลูกชายวัยรุ่น ควรบอกเขาไว้ล่วงหน้าว่า หากปวดบริเวณอัณฑะขึ้นมาอย่างรุนแรง อย่าอาย ให้รีบบอกทันที
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อให้ความรู้ทางสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติโปรดไปพบแพทย์
