ถุงอัณฑะข้างหนึ่งค่อย ๆ บวมและปวด เดินแล้วเสียดสี นั่งก็ไม่สบาย คลำด้านหลังอัณฑะเหมือนมีแนวแข็ง ๆ อุ่น ๆ นี่เป็นสถานการณ์ที่พบบ่อยมากในคลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ และหลายรายคือท่อนเก็บอสุจิอักเสบ
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบไม่ใช่โรคที่พบยาก และส่วนใหญ่ค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อได้รับการตรวจและรักษาที่ถูกต้อง แต่อาการอาจคล้ายอัณฑะบิดขั้วซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ทุกนาทีมีค่า สิ่งแรกจึงไม่ใช่การวินิจฉัยเอง แต่คือการแยกให้ได้ว่า นัดตรวจที่คลินิกได้ หรือต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
บทความนี้อธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่าท่อนเก็บอสุจิอยู่ตรงไหน ทำไมจึงอักเสบ อาการที่พบบ่อย วิธีแยกจากอัณฑะบิดขั้ว การตรวจ แนวทางการรักษาและการดูแลที่บ้าน และกรณีที่ควรรีบพบแพทย์ หากคุณกังวลเรื่องปวดอัณฑะโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่านปวดอัณฑะเกิดจากอะไร?ก่อนได้
สรุปสาระสำคัญ: ท่อนเก็บอสุจิเป็นท่อเล็กขดอยู่ด้านหลังอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บและลำเลียงอสุจิ เมื่ออักเสบเรียกว่าท่อนเก็บอสุจิอักเสบ และมักลามถึงอัณฑะด้วย (ท่อนเก็บอสุจิและอัณฑะอักเสบ) สาเหตุที่พบบ่อยคือการติดเชื้อแบคทีเรีย ในชายอายุน้อยที่มีเพศสัมพันธ์มักเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในผู้สูงอายุมักเกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะไม่คล่อง อาการเด่นคือถุงอัณฑะข้างเดียวบวมปวดค่อย ๆ มากขึ้นในหลายชั่วโมงถึงหลายวัน อาจมีไข้ ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย หรือมีหนองไหลจากท่อปัสสาวะ ปวดอัณฑะทันทีและรุนแรง โดยเฉพาะร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน ต้องแยกภาวะอัณฑะบิดขั้วก่อน ไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอดูอาการที่บ้าน การรักษาใช้ยาที่เหมาะสมตามการประเมินของแพทย์ ร่วมกับการพักและยกถุงอัณฑะ ควรใช้ยาให้ครบตามกำหนด และคู่นอนอาจต้องได้รับการตรวจด้วย
ท่อนเก็บอสุจิอยู่ตรงไหน? ท่อนเก็บอสุจิอักเสบคืออะไร?
ท่อนเก็บอสุจิอยู่ด้านหลังค่อนบนของอัณฑะ เป็นท่อเล็กที่ขดตัวแน่น อสุจิที่สร้างในอัณฑะจะเข้าสู่ท่อนเก็บอสุจิเพื่อเจริญเต็มที่และเก็บไว้ ก่อนส่งออกทางหลอดนำอสุจิ
เมื่อแบคทีเรียหรือสาเหตุอื่นทำให้ท่อนเก็บอสุจิอักเสบและบวม เรียกว่าท่อนเก็บอสุจิอักเสบ หากการอักเสบลามถึงอัณฑะ เรียกว่าท่อนเก็บอสุจิและอัณฑะอักเสบ แบ่งตามระยะเวลาได้เป็น
- แบบเฉียบพลัน: อาการเกิดภายในไม่กี่วัน บวม ปวด อุ่นชัดเจน เป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดในคลินิก
- แบบเรื้อรัง: ปวดหรือไม่สบายเป็น ๆ หาย ๆ หรือนานกว่าราวสามเดือน มักบวมไม่ชัด และมักประเมินร่วมกับอาการปวดถุงอัณฑะเรื้อรัง
ทำไมจึงเป็นท่อนเก็บอสุจิอักเสบ? สาเหตุที่พบบ่อย
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรียย้อนขึ้นจากท่อปัสสาวะและต่อมลูกหมากไปยังท่อนเก็บอสุจิ แหล่งที่มามักต่างกันตามอายุและสถานการณ์
- เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: ในชายอายุน้อยที่มีเพศสัมพันธ์ มักเกี่ยวกับการติดเชื้อคลามัยเดียหรือหนองใน บางครั้งมีอาการท่อปัสสาวะอักเสบนำมาก่อน
- เกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ: ผู้สูงอายุ ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะไม่คล่อง ปัสสาวะค้างมาก หรือท่อปัสสาวะตีบ เชื้อในปัสสาวะทำให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น
- หลังหัตถการทางระบบปัสสาวะ: บางครั้งเกิดหลังใส่สายสวนปัสสาวะ ส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือหัตถการต่อมลูกหมาก
- การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักหรือการสัมผัสลักษณะคล้ายกัน: อาจเกี่ยวกับแบคทีเรียในลำไส้
- สาเหตุที่ไม่ใช่การติดเชื้อ: การบาดเจ็บ ออกกำลังกายหนักหรือยกของหนัก ผลข้างเคียงของยาบางชนิด การติดเชื้อไวรัส (เช่น อัณฑะอักเสบจากคางทูม)
- เด็ก: พบน้อย หากเกิดขึ้นมักต้องตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้างทางเดินปัสสาวะ
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบมีอาการอย่างไร?
- ปวดถุงอัณฑะข้างเดียว มักปวดค่อย ๆ มากขึ้นในหลายชั่วโมงถึงหลายวัน
- ถุงอัณฑะบวม แดง คลำแล้วอุ่น ท่อนเก็บอสุจิด้านหลังอัณฑะบวมแข็งและกดเจ็บ
- ปวดร้าวไปขาหนีบหรือท้องน้อยได้
- ไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
- ปัสสาวะแสบ ปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะรีบ หรือมีหนองที่ปลายท่อปัสสาวะ
- บางครั้งมีน้ำในถุงอัณฑะ ทำให้ดูบวมมากขึ้น
หลายคนพบว่านอนราบและยกถุงอัณฑะขึ้นแล้วปวดน้อยลง เดินหรือยืนนานแล้วปวดมากขึ้น เป็นเรื่องที่พบบ่อย แต่ไม่สามารถใช้ข้อนี้อย่างเดียวตัดภาวะอัณฑะบิดขั้วออกได้
แยกจากอัณฑะบิดขั้วอย่างไร? กรณีใดต้องพบแพทย์ทันที?

อัณฑะบิดขั้วคือการที่อัณฑะและสายสะดืออัณฑะบิดหมุนจนเลือดไปเลี้ยงไม่ได้ หากรักษาช้าอาจเสียอัณฑะ จึงเป็นภาวะฉุกเฉินทางระบบปัสสาวะ พบบ่อยในวัยรุ่นและชายอายุน้อย แต่เกิดได้ทุกวัย
โดยทั่วไป ความแตกต่างมีดังนี้ (เพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น ต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัย)
| เปรียบเทียบ | ท่อนเก็บอสุจิอักเสบ | อัณฑะบิดขั้ว |
|---|---|---|
| ความเร็วในการเกิด | ค่อย ๆ เป็นในหลายชั่วโมงถึงหลายวัน | มักเกิดทันทีและรุนแรง อาจปวดจนตื่นนอน |
| อาการร่วม | ไข้ ปัสสาวะแสบ มีหนองจากท่อปัสสาวะ | คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องน้อย |
| ลักษณะภายนอก | อัณฑะอยู่ตำแหน่งเกือบปกติ ท่อนเก็บอสุจิด้านหลังบวม | อัณฑะอาจถูกดึงขึ้นสูงหรือวางตัวแนวนอน |
| การรักษา | ใช้ยาหลังประเมินที่คลินิกหรือห้องฉุกเฉิน | ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน |
ไปห้องฉุกเฉินทันทีหาก:
- อัณฑะปวดรุนแรงทันที หรือปวดจนเดินไม่ได้
- มีคลื่นไส้ อาเจียน เหงื่อแตก
- เด็กหรือวัยรุ่นมีอาการปวดหรือบวมที่ถุงอัณฑะ
- ไข้สูงไม่ลด หนาวสั่น หรือผิวถุงอัณฑะคล้ำดำ มีหนอง หรือลามเร็ว
- อาการแย่ลงแม้ใช้ยา หรือมีก้อนแข็งหรือก้อนหยุ่นในถุงอัณฑะ (อาจเป็นฝี)
- ปัสสาวะไม่ออกเลย
ไปห้องฉุกเฉินเกินจำเป็นสักครั้งดีกว่ารอดูอาการที่บ้าน หากไม่แน่ใจว่าเป็นอัณฑะบิดขั้วหรือไม่ ให้ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบต้องตรวจอะไรบ้าง?
แพทย์มักใช้ประวัติและการตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจต่อไปนี้
- ซักประวัติ: อาการปวดเริ่มอย่างไร นานเท่าไร มีไข้หรือไม่ อาการปัสสาวะ เพศสัมพันธ์ล่าสุด และเคยทำหัตถการทางระบบปัสสาวะหรือไม่
- ตรวจร่างกาย: ตำแหน่ง ความแข็ง การกดเจ็บของอัณฑะและท่อนเก็บอสุจิ พร้อมประเมินขาหนีบและต่อมลูกหมาก
- ตรวจปัสสาวะและเพาะเชื้อ: ดูการติดเชื้อและชนิดเชื้อที่เป็นไปได้
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: ตรวจหนองจากท่อปัสสาวะหรือปัสสาวะส่วนแรกตามความเหมาะสม
- อัลตราซาวด์ถุงอัณฑะ (ดอปเพลอร์สี): ดูการบวมและการไหลเวียนเลือดของท่อนเก็บอสุจิและอัณฑะ เป็นเครื่องมือสำคัญในการแยกจากอัณฑะบิดขั้วและตรวจหาฝีหรือน้ำ
- ตรวจเลือด: ประเมินระดับการอักเสบเมื่อมีไข้หรืออาการรุนแรง
- ในรายที่เป็นซ้ำหรือผู้สูงอายุ แพทย์อาจประเมินต่อมลูกหมาก การขับปัสสาวะออกจากกระเพาะ และท่อปัสสาวะตีบเพิ่มเติม
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบรักษาอย่างไร?
แนวทางการรักษาขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรง
- ติดเชื้อแบคทีเรีย: แพทย์เลือกยารับประทานหรือยาฉีดที่เหมาะสมตามอายุ แหล่งติดเชื้อที่เป็นไปได้ และผลตรวจ ใช้ยาให้ครบตามคำแนะนำ อย่าหยุดยาเองแม้อาการดีขึ้น
- บรรเทาปวดและการอักเสบ: ใช้ยาลดปวดและลดการอักเสบตามการประเมินของแพทย์
- เกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: คู่นอนมักต้องตรวจและรักษาด้วย งดเพศสัมพันธ์จนรักษาครบและหายจากอาการ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
- แก้ไขสาเหตุต้นตอ: เช่น ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะไม่คล่อง หรือท่อปัสสาวะตีบ เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ
- อาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน: เช่น ไข้สูง ฝี กินไม่ได้ อาจต้องนอนโรงพยาบาล ฝีบางรายต้องระบายหนองหรือผ่าตัด
ส่วนใหญ่อาการปวดจะค่อย ๆ ลดลงภายในไม่กี่วันหลังเริ่มรักษา แต่อาการบวมและก้อนแข็งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือนานกว่านั้นจึงยุบ หากยุบไม่เป็นไปตามคาด ควรกลับมาตรวจติดตาม
ดูแลตัวเองที่บ้านอย่างไร?

- พักผ่อน: ระหว่างอักเสบหลีกเลี่ยงการยืนนาน เดินไกล ออกกำลังกายหนัก และยกของหนัก
- ยกและพยุงถุงอัณฑะ: เวลานอนใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพับรองใต้ถุงอัณฑะ ตอนกลางวันใส่กางเกงในที่กระชับและพยุงได้ดี
- ประคบเย็น: ห่อถุงเย็นด้วยผ้าและประคบครั้งละสั้น ๆ เพื่อลดบวมปวด อย่าให้น้ำแข็งสัมผัสผิวโดยตรง
- ดื่มน้ำให้พอ: ดื่มน้ำสม่ำเสมอ ไม่กลั้นปัสสาวะ
- งดเพศสัมพันธ์ชั่วคราว: จนรักษาครบ อาการหาย และแพทย์ยืนยัน
- สังเกตอาการ: บันทึกอุณหภูมิและอาการปวด หากแย่ลงให้รีบกลับไปพบแพทย์
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบมีผลต่อการมีบุตรไหม? กลับเป็นซ้ำได้ไหม?
ท่อนเก็บอสุจิอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่หายได้เมื่อรักษาเหมาะสม และไม่ทิ้งปัญหาระยะยาว แต่หากติดเชื้อรุนแรง เป็นซ้ำบ่อย หรือเคยอักเสบทั้งสองข้าง ส่วนน้อยอาจเกิดการอุดตันของท่อนเก็บอสุจิ อัณฑะฝ่อ หรือปวดเรื้อรัง ซึ่งอาจกระทบการลำเลียงอสุจิ
ผู้ที่วางแผนมีบุตรหรือเคยเป็นซ้ำ ควรปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเรื่องการติดตาม และอ่านเพิ่มเติมได้ที่สาเหตุที่พบบ่อยของภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย
การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (ใช้ถุงยางอนามัยตลอด) รักษาคู่นอนไปพร้อมกัน แก้ปัญหาอย่างปัสสาวะไม่คล่อง และรีบพบแพทย์เมื่อมีอาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
คำถามที่พบบ่อย
ไม่แนะนำให้รอดูเอง โรคนี้มักเกี่ยวกับการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาช้าอาจทำให้อักเสบลุกลาม เกิดฝี หรือกลายเป็นปวดเรื้อรัง และอาการยังคล้ายอัณฑะบิดขั้ว จึงควรให้แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะตรวจโดยเร็ว
ไม่เสมอไป ในคนอายุน้อยที่มีเพศสัมพันธ์มักเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในผู้สูงอายุมักเกี่ยวกับการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือปัสสาวะไม่คล่อง และยังมีสาเหตุจากการบาดเจ็บหรือไม่ใช่การติดเชื้อ ต้องตรวจจึงจะบอกได้ ไม่ต้องโทษตัวเองหรือเดาไปก่อน
หลังเริ่มรักษา อาการปวดมักลดลงในไม่กี่วัน แต่บวมและก้อนแข็งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่ละคนหายเร็วไม่เท่ากัน ควรมาตามนัด และแจ้งแพทย์โดยเร็วหากไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง
หากเกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ติดต่อได้ คู่นอนมักต้องตรวจและรักษาด้วย และควรงดเพศสัมพันธ์จนทั้งสองฝ่ายรักษาครบและหายจากอาการ
โดยทั่วไปท่อนเก็บอสุจิอักเสบจะบวมปวดค่อย ๆ มากขึ้นในหลายชั่วโมงถึงหลายวัน อาจมีไข้หรือปัสสาวะแสบ ส่วนอัณฑะบิดขั้วมักปวดรุนแรงทันทีร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน แต่ดูจากอาการอย่างเดียวแยกได้ยาก หากปวดรุนแรงทันทีให้ไปห้องฉุกเฉินเลย เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ยืนยัน
ช่วงอักเสบเฉียบพลันที่บวม แดง ร้อน ปวดชัดเจน มักแนะนำให้ประคบเย็น พัก และยกถุงอัณฑะเป็นหลัก การประคบร้อนเหมาะหรือไม่ ให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน
ส่วนใหญ่หายได้หลังรักษา และโดยทั่วไปไม่กระทบการแข็งตัว ส่วนน้อยที่รุนแรงหรือเป็นซ้ำอาจกระทบการลำเลียงอสุจิ ผู้ที่วางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์เรื่องการติดตาม
ควรกลับไปพบแพทย์โดยเร็วหากไข้สูงไม่ลด ปวดหรือบวมมากขึ้นชัดเจน ผิวถุงอัณฑะคล้ำดำหรือมีหนอง คลำพบก้อนหยุ่น ปัสสาวะไม่ออก หรือใช้ยาหลายวันแล้วยังไม่ดีขึ้น
เอกสารอ้างอิง
- CDC: Sexually Transmitted Infections Treatment Guidelines — Epididymitis
- European Association of Urology (EAU): Guidelines on Urological Infections
- Urology Care Foundation (AUA): Epididymitis
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ปวดอัณฑะเกิดจากอะไร? สาเหตุ การตรวจ และเมื่อไรควรพบแพทย์
- ถุงอัณฑะบวมเกิดจากอะไร? ก้อนและถุงน้ำ
- ท่อปัสสาวะอักเสบ: สาเหตุ อาการ และการรักษา
- ต่อมลูกหมากอักเสบเกิดจากอะไร?
- ปัสสาวะแสบเกิดจากอะไร?
- อสุจิน้อยและสาเหตุภาวะมีบุตรยากในผู้ชาย
- หนองในคืออะไร? (หน้าภาษาจีน)
คำแนะนำจากแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
อาการบวมปวดถุงอัณฑะไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนหรืออายที่จะพูด ท่อนเก็บอสุจิอักเสบหากวินิจฉัยเร็วและรักษาครบ ส่วนใหญ่หายดี สิ่งที่น่ากังวลจริงคือการเข้าใจผิดว่าอัณฑะบิดขั้วเป็นการอักเสบแล้วรอที่บ้าน จำหลักไว้ว่า ปวดรุนแรงทันทีให้ไปห้องฉุกเฉิน บวมปวดค่อย ๆ เป็นก็ควรรีบพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
หากคุณมีอาการบวมปวดถุงอัณฑะ ท่อนเก็บอสุจิอักเสบซ้ำ หรืออยากทราบเพิ่มเติมเรื่องปัสสาวะและต่อมลูกหมาก ยินดีให้นัดตรวจเพื่อให้แพทย์ประเมินอย่างละเอียด
บทความนี้เป็นข้อมูลสุขศึกษา ไม่สามารถแทนการตรวจโดยแพทย์ การวินิจฉัยและรักษาจริงควรเป็นไปตามการประเมินของแพทย์