การปัสสาวะตั้งแต่ 8 ครั้งขึ้นไปในเวลากลางวัน หรือตื่นขึ้นมาปัสสาวะตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปในตอนกลางคืนจนรบกวนการนอนหลับ ถือเป็นภาวะปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน จำนวนครั้งอาจผันแปรตามปริมาณน้ำที่ดื่ม อุณหภูมิ และความเครียด
ประเด็นสำคัญ: ปัสสาวะบ่อยและตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืนอาจเกิดจากพฤติกรรมการดื่มน้ำ การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือด หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีไข้ ควรพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะทันที
ปัสสาวะกี่ครั้งถึงเรียกว่าบ่อย? ปัสสาวะตอนกลางคืนกี่ครั้งจึงควรพบแพทย์?
ผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีมักปัสสาวะประมาณ 4 ถึง 7 ครั้งต่อวัน โดยปริมาตรแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 250 ถึง 400 มิลลิลิตร หากไม่ได้ดื่มน้ำมากเกินไปแต่ปัสสาวะเกิน 8 ครั้งในเวลากลางวัน หรือมีอาการปวดปัสสาวะกะทันหัน อาจถือเป็นภาวะปัสสาวะบ่อย
ภาวะปัสสาวะตอนกลางคืนหมายถึงการตื่นขึ้นมาปัสสาวะหลังเข้านอน การตื่นมาปัสสาวะคืนละ 1 ครั้งถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากตื่นตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปจนรบกวนคุณภาพการนอนหลับ ควรเข้ารับการประเมิน
ความรู้สึกขณะปัสสาวะก็มีความสำคัญเช่นกัน หากมีอาการแสบขัด รู้สึกปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นไม่อยู่ก่อนถึงห้องน้ำ ล้วนเป็นสัญญาณที่ต้องให้ความสนใจ
สาเหตุทั่วไปของอาการปัสสาวะบ่อยและปัสสาวะตอนกลางคืนมีอะไรบ้าง?
การเปลี่ยนแปลงความถี่ในการปัสสาวะอาจเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ หรือโรคประจำตัวทั่วร่างกาย
สาเหตุทางสรีรวิทยา ได้แก่ การดื่มน้ำ ชา กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมากในเวลาอันสั้น อากาศหนาว หรือความเครียดทางอารมณ์
สาเหตุจากโรค ได้แก่ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเฉียบพลันหรือท่อปัสสาวะอักเสบ (มักปัสสาวะแสบขัด) ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน (ปวดปัสสาวะฉับพลันกลั้นยาก) โรคเบาหวาน และภาวะหัวใจล้มเหลวหรือขาบวมที่ของเหลวไหลกลับคืนสู่ระบบไหลเวียนเวลานอนราบ
| อาการ / ลักษณะ | สาเหตุที่อาจเกิดขึ้น | คำแนะนำทางคลินิก |
|---|---|---|
| ปัสสาวะแสบขัด มีอาการปวดหน่วง | การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ | ตรวจปัสสาวะทันที รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง |
| ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ปัสสาวะสายเล็ก ไม่สุด | ต่อมลูกหมากโต การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ | ตรวจอัลตราซาวนด์และความเร็วการไหลของปัสสาวะ |
| ปวดปัสสาวะกะทันหันกลั้นยาก ปัสสาวะเล็ด | กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ | ลดเครื่องดื่มกระตุ้น ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหรือใช้ยา |
| ดื่มน้ำมากก่อนนอน ขาบวมของเหลวไหลกลับเวลานอน | การขับปัสสาวะตามสรีรวิทยา การกระจายของเหลวจากโรคหัวใจ/ไต | ปรับเวลาดื่มน้ำ ยกขาสูง ตรวจสุขภาพระบบไหลเวียน |
| ปัสสาวะบ่อยร่วมกับกระหายน้ำ กินจุ น้ำหนักลด | น้ำตาลในเลือดสูงส่งผลให้ปัสสาวะบ่อย | ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารและ HbA1c |
สาเหตุของอาการปัสสาวะบ่อยในเพศชายและเพศหญิงแตกต่างกันอย่างไร?

โครงสร้างทางกายวิภาคที่แตกต่างกันทำให้สาเหตุในชายและหญิงแตกต่างกัน ในผู้ชายสูงวัย โรคต่อมลูกหมากโตที่กดทับท่อปัสสาวะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้ปัสสาวะสายเล็ก ขัด ไม่พุ่ง และปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
ผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าจึงติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ง่ายกว่า รวมถึงการคลอดบุตรหรือการหมดประจำเดือนทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนคลาย เกิดภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินหรือปัสสาวะเล็ดได้ง่าย
หากมีอาการปัสสาวะเป็นเลือดทั้งที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือตรวจพบทางกล้องจุลทรรศน์ ควรศึกษา สาเหตุและการตรวจปัสสาวะเป็นเลือด เพื่อประเมินอย่างละเอียด ผู้ชายที่มีปัญหาการขับถ่ายปัสสาวะควรศึกษา การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากและ PSA เพิ่มเติม
การตรวจทางระบบทางเดินปัสสาวะมีอะไรบ้าง? การจดบันทึกการปัสสาวะทำอย่างไร?

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับจำนวนครั้ง ปริมาณ ปัสสาวะตอนกลางคืน พฤติกรรมการดื่มน้ำ และยาที่รับประทาน
การตรวจเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจปัสสาวะเพื่อหาการอักเสบ การติดเชื้อ หรือเลือดในปัสสาวะ อัลตราซาวนด์วัดปริมาณปัสสาวะตกค้างและขนาดต่อมลูกหมาก การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะไม่จำเป็นต้องทำกับทุกคนในระยะแรก
การจดบันทึกการปัสสาวะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ควรบันทึกเวลาและปริมาณน้ำที่ดื่ม เวลาและปริมาณปัสสาวะติดต่อกัน 2 ถึง 3 วัน
หากต้องการตรวจวินิจฉัยสาเหตุของอาการปัสสาวะผิดปกติ สามารถศึกษา ข้อมูลการตรวจรักษาระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง
อาการเตือนแบบใดที่ควรรีบไปพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะทันที?

หากปัสสาวะบ่อยจากการดื่มน้ำมากชั่วคราว มักดีขึ้นเมื่อปรับพฤติกรรม แต่หากมีอาการต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ หรือมีไข้ ปวดหลัง หนาวสั่น ควรพบแพทย์ทันที
หากปัสสาวะเป็นสีแดงหรือสีชา หรือปัสสาวะไม่ออกอย่างกะทันหัน (ภาวะปัสสาวะคั่งเฉียบพลัน) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการทางเดินปัสสาวะ สามารถศึกษา ข้อมูลการตรวจรักษาระบบทางเดินปัสสาวะ เพื่อนัดหมายพบแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
ไม่จำเป็น หากเกิดจากพฤติกรรมการดื่มน้ำ เพียงปรับเปลี่ยนก็ดีขึ้นได้ หากเกิดจากโรคต่อมลูกหมากโตหรือกระเพาะปัสสาวะไวเกิน แพทย์จะพิจารณาการรักษาที่เหมาะสม
การตื่นคืนละ 1 ครั้งถือเป็นเรื่องปกติหากไม่รบกวนการนอนหลับ การตื่นตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปจนส่งผลต่อสุขภาพจึงควรเข้ารับการตรวจ
ไม่ควรจำกัดน้ำมากเกินไป การขาดน้ำทำให้ปัสสาวะเข้มข้นระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะและเพิ่มความเสี่ยงนิ่ว ควรดื่มน้ำให้พอเหมาะในตอนกลางวันและลดน้ำ 2 ชั่วโมงก่อนนอน
เตรียมรายชื่อยาที่รับประทานอยู่ และจดบันทึกการปัสสาวะ 2 ถึง 3 วันเพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์วินิจฉัย
หากเกิดจากอาหารหรืออากาศมักหายได้เอง แต่หากเป็นนานกว่า 1 สัปดาห์ หรือมีไข้ ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะไม่ออก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ข้อมูลอ้างอิงทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ
- สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH / NIDDK): Bladder Control Problems (การควบคุมกระเพาะปัสสาวะ)
- สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH / NIDDK): Prostate Enlargement (ต่อมลูกหมากโต)
- บริการสุขภาพแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS): Urinary incontinence & bladder symptoms (คำแนะนำอาการทางเดินปัสสาวะ)
- สมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งอเมริกา (AUA): Management of Lower Urinary Tract Symptoms Guideline (แนวทางอาการทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง)
คำแนะนำจากแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอในตอนกลางวัน หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน และลดน้ำ ชา กาแฟ 2 ชั่วโมงก่อนนอน
- จดบันทึกการปัสสาวะ 2 ถึง 3 วันเพื่อสังเกตจำนวนครั้งและปริมาณ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ประเมินได้แม่นยำ
- อย่าซื้อยารับประทานเองหากมีอาการแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด มีไข้ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรรีบพบแพทย์
- ยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะอาจส่งผลต่อการปัสสาวะ ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาทั้งหมดที่ใช้อยู่
อาการปัสสาวะบ่อยและปัสสาวะตอนกลางคืนมีสาเหตุที่หลากหลาย การซักประวัติและการตรวจประเมินอย่างละเอียดโดยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาอย่างตรงจุด